บทที่ 4 ถูกใจคนนี้

“ฮะ!!?” สองเสียงประสานกันโดยไม่ได้นัดหมาย

เสียงแรกคือเจ๊แววที่เบิกตาค้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ส่วนอีกเสียง... คือตุลย์ที่รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่ค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า เขาอ้าปากค้าง มองหญิงสาวหน้านิ่งตรงหน้าเหมือนเห็นผี

“กะ... แก แกบ้าไปแล้วเหรอยัยเธียร! แกอยากให้แม่อกแตกตายตรงนี้หรือยังไง!” เจ๊แววกรีดร้องเสียงหลง ทุบโต๊ะดังปังไม่อายสายตาแขกโต๊ะอื่น 

“แกจะไปแต่งกับมันทำไม! จะไปกัดก้อนเกลือกินกับไอ้ผู้ชายถังแตกแบบนี้เนี่ยนะ! แกใช้สมองส่วนไหนคิดฮะ! มันหลอกลวงเราชัดๆ!”

“เขาไม่ได้หลอกนี่คะ เขาก็บอกอยู่ว่าเขาล้มละลายแล้ว” เธียรตอบหน้าตาย “อีกอย่าง… แม่เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอคะว่าอยากให้เธียรมีแฟน อยากให้เธียรแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา จะได้มีคนคอยดูแลตอนที่แม่แก่ตัวไป”

“ก็ใช่! แต่แม่หมายถึงคนรวยๆ มีอนาคต ไม่ใช่ไอ้หนุ่มนี่!”

“แต่เธียรเหนื่อยแล้วค่ะแม่” เธียรถอนหายใจยาว แววตาฉายความเหนื่อยล้าออกมาอย่างปิดไม่มิด 

“เธียรทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยกับเอกสารกับตัวเลข แล้วยังต้องมาเหนื่อยกับการโดนแม่ลากไปดูตัวคนนั้นคนนี้ไม่จบไม่สิ้น เธียรขี้เกียจไปทำความรู้จักใครใหม่แล้วค่ะ ในเมื่อแม่แค่อยากให้เธียรแต่งงาน งั้นเธียรก็เลือกคนนี้แหละค่ะ จะได้จบๆ ไป ไม่ต้องเสียเวลาไปดูตัวคนอื่นอีก เธียรถูกใจคนนี้”

“ยะ... ยัยเธียร! นี่แกประชดแม่ใช่ไหม!”

“เธียรพูดจริงค่ะ” เธียรยืนยันคำเดิมด้วยใบหน้าที่นิ่งสนิทกว่ารูปปั้นหิน “ถ้าแม่ไม่ให้แต่งกับคนนี้ ชาตินี้เธียรก็จะไม่แต่งกับใครอีกแล้วค่ะ ไม่ไปดูตัวแล้วด้วย แม่เลือกเอาเองแล้วกัน”

เจ๊แววถึงกับชะงัก คำพูดของลูกสาวเหมือนหมัดฮุกที่อัดเข้ากลางลิ้นปี่ คนเป็นแม่หน้าซีดสลับแดง อ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาคำมาด่าแต่ก็จุกจนพูดไม่ออก เพราะรู้ดีว่าลูกสาวคนนี้บทจะดื้อดึงขึ้นมา หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจ

“เออ! เอาเลย! อยากทำอะไรก็ทำ! ปีกกล้าขาแข็งนักนี่!” เจ๊แววตวาดลั่นน้ำตาคลอเบ้าด้วยความโมโหที่ลูกไม่ได้ดั่งใจ สะบัดหน้าพรืด “อยากไปกัดก้อนเกลือกินกับมันก็เชิญ! ฉันจะไม่ยุ่งกับแกแล้ว ตามใจเลย!”

พูดจบเจ๊แววก็จิ๊ปากเสียงดังลั่น คว้ากระเป๋าสะพายใบเก่าแล้วสะบัดก้นเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังออกจากเลานจ์โรงแรมไปอย่างรวดเร็ว งอนตุ้บป่องระดับสิบริกเตอร์ ทิ้งลูกสาวให้นั่งจ้องหน้ากับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ เพียงลำพัง

เธียรมองตามหลังมารดาไปเงียบๆ... 

เอาเถอะ ปล่อยให้เจ๊แววแกงอนไปก่อน ไว้จัดการเรื่องแต่งงานให้จบๆ ค่อยหิ้วของโปรดไปง้อทีหลังก็แล้วกัน

เมื่อสถานการณ์สงบลง เธียรจึงหันกลับมาโฟกัสที่ผู้ชายตรงหน้าอีกครั้ง

ตุลย์นั่งตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์เมื่อครู่ บัดนี้เต็มไปด้วยความสับสนและช็อกสุดขีด เขามองผู้หญิงหน้าตายที่เพิ่งประกาศก้องว่าจะแต่งงานกับเขาด้วยสมองที่ขาวโพลน

เดี๋ยวนะ... นี่มันไม่ถูกสิ! ตามบทแล้วยัยนี่ต้องสาดน้ำใส่หน้าฉันแล้วด่าว่าไอ้ผู้ชายห่วยแตกสิ! แล้วไหงกลายเป็นว่าเธอตกลงแต่งงานกับฉันหน้าตาเฉยล่ะวะ!? พัง! แผนล้มกระดานของฉันพังพินาศหมดแล้ว!

“เอ่อ... คุณ…” 

ตุลย์พยายามหาเสียงตัวเองให้เจอ เอ่ยออกมาเสียงแผ่ว เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก 

“คุณ... พูดจริงเหรอครับ? ที่บอกว่าจะแต่งงานกับผม... ทั้งที่ผมล้มละลายเนี่ยนะ?"

เธียรหยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดคราบหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วชานมไข่มุกอย่างใจเย็น ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมอง ‘ท่านประธานตกสวรรค์’ ด้วยแววตาจริงจัง ไร้ซึ่งร่องรอยของการล้อเล่น

“ฉันดูเหมือนคนพูดเล่นเหรอคะ?” เธียรตอบเสียงเรียบ “ล้มละลายแล้วยังไงคะ? แขนขาก็ยังอยู่ครบ ตราบใดที่คุณไม่สร้างหนี้เพิ่ม ฉันมีเงินเดือนประจำ พอจะเลี้ยงดูเราสองคนไม่ให้อดตายจนกว่าคุณจะหางานได้ค่ะ... แล้วนี่คุณเอาบัตรประชาชนมาด้วยหรือเปล่า?”

ตุลย์เบิกตาโต “บะ... บัตรประชาชน? เอามาทำไมครับ?”

“อ้าว... ก็ไปสำนักงานเขตไงคะ จดทะเบียนสมรสให้มันจบๆ ไปวันนี้เลย พรุ่งนี้ฉันต้องรีบไปเคลียร์กองภาษีที่ออฟฟิศต่อ ลางานบ่อยๆ หัวหน้าด่าค่ะ”

ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนธุรกิจระดับประเทศ ถึงกับอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกเป็นครั้งที่สองในชีวิต... นอกจากการสุ่มจิ้มใบสมัครเมียจะทำให้เขาได้พนักงานบริษัทตัวเองมานั่งตรงหน้าแล้ว ยัยพนักงานคนนี้ยังมีความชิลล์ระดับหลุดโลกแบบที่เขาอาจจะเข้าไม่ถึง ชนิดที่ลากผู้ชายถังแตกไปจดทะเบียนสมรสด้วยหน้าตาเฉยราวกับชวนไปเดินซื้อผักที่ตลาดนัด!

พระเจ้า... เขาไปดึงดูดผู้หญิงประเภทไหนเข้ามาในชีวิตเนี่ย!

ตุลย์จ้องมองผู้หญิงตรงหน้าเหมือนเธอเป็นมนุษย์ต่างดาวที่เพิ่งตกลงมาจากยานแม่ เขาพยายามจับสังเกตว่าเธอแกล้งปั่นหัวเขาเล่น หรือว่าสติไม่ดีกันแน่

“เดี๋ยวนะ... คุณฟังภาษาไทยไม่แตกฉาน หรือผมพูดไม่ชัดกันแน่” ตุลย์โน้มตัวไปข้างหน้า สองมือวางแหมะลงบนโต๊ะกระจก พยายามเน้นย้ำทีละคำ 

“ผม-ล้ม-ละ-ลาย! เป็นหนี้หัวโต! ไม่มีรถสปอร์ต ไม่มีคฤหาสน์ ไม่มีเงินเดือนให้คุณผลาญเล่น มีแต่ตัวเปล่าๆ กับหนี้สินที่คุณอาจจะต้องมาร่วมรับผิดชอบนะ! คุณจะเอาชีวิตมาทิ้งกับผมทำไม!”

เธียรถอนหายใจเฮือกเล็กๆ เธอก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนจิ๋วของตัวเอง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันนิดๆ ราวกับคนกำลังคำนวณเวลาพักเบรก ก่อนจะช้อนสายตากลมโตที่แสนจะว่างเปล่าขึ้นมอง ‘ว่าที่สามีถังแตก’

“ล้มละลายแล้วไงคะ? รีบไปจดทะเบียนสมรสกันเถอะค่ะ จะได้จบๆ แม่จะได้เลิกบ่น”

เธียรตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสาน หยิบบัตรประชาชนของตัวเองออกมาวางแปะลงบนโต๊ะตรงหน้าชายหนุ่ม

“ฉันลางานมาได้แค่ครึ่งวันบ่ายค่ะ ถ้ามัวแต่ชักช้า เดี๋ยวไปถึงสำนักงานเขตแล้วคิวยาว มันจะเสียเวลา จดทะเบียนก่อนค่อยคิดเรื่องจัดงานแต่งเป็นการรับประกัน… ฉันมีเวลาไม่มากเพราะตอนเย็นฉันต้องแวะตลาดนัดซื้อกับข้าวเข้าบ้านอีก”

ตุลย์อ้าปากค้าง มองบัตรประชาชนบนโต๊ะสลับกับใบหน้าตายด้านของหญิงสาว... 

นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป